วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

What is Postmodern?

What is Postmodern?
คำถามคลาสสิกอีกคำ ที่ผู้รู้หลายๆ ท่านไม่ชอบตอบ คิดว่าคนที่รู้มากๆ จะรู้สึกว่าตอบสั้นๆ ไม่ได้ อย่างไรก็ดีผมคิดว่าจะลองถูไถดูอีกครับ หลังจากเซ็งกับคำถามนี้ไปเป็นปี
Postmodernism นั้นเบื้องต้นแล้วก็คือ การไปจาก (Departure from) Modernismซึ่งตรงนี้ชัดเจนว่าเราต้องรู้จัก Modernism ก่อน ถ้าเข้าใจลักษณะของ Modernism แล้ว เราพบว่าอะไรไปจากตรงนั้นมันก็เป็น Postหลักการง่ายๆ ครับ แต่ในทางปฏิบัตินี่ยุ่งน่าดูเลยเพราะ สภาวะของ Modernism ในหลายๆ อาณาบริเวณ (เช่น ศิลปะ, สถาปัตยกรรม, การเมือง, เศรษกิจ, ดนตรี, วรรณกรรม, ภาพยนตร์) นั้นมีลักษณะที่ต่างกันบ้างไม่มากก็น้อย
ตรงนี้ถึงที่สุดแล้วทำให้เราพูดถึง Modernism ในฐานะที่เป็นสิ่งที่มี Unity ได้ยากเหมือนกัน
ที่ยุ่งไปกว่านั้น Postmodern คือ การ Departure [ผมอ่านเขามาอีกทีผมว่าคำนี้เห็นภาพมาก] ไปจาก Modern อีกที ถ้าเราพูดถึง Modern แบบรวมๆ ได้ยากแล้ว เราจะพูดถึง Postmodern ในแบบรวมๆ ได้อย่างไร นี่คือปัญหาแรก
ปัญหาต่อมาคือ เรารู้ว่า Pomo คือการไปจาก Modern แต่เราไม่รู้ว่ามันไปไหน?ในแง่นี้แล้วลักษณะของ Pomo จึงมีหลากหลายมากๆ แต่มีลักษณะรวมๆ คือ ต่อต้าน Modern (ซึ่งบางที่จะมีความสับสนกับสิ่งที่เป็น Pre-Modern เช่นพวก New Age และ Fundamentalism ต่างๆ เพราะ มันเป็นสิ่งที่ต้อนต้าน Modern เหมือนกัน)ซึ่งในทุกๆ อาณาบริเวณก็จะมีลักษณะเช่นนี้
ดังนั้นอย่าว่าแต่จะตอบว่า Postmodern โดยรวมๆ คืออะไรเลย Postmodern ในอาณาบริเวณหนึ่งๆ คืออะไรยังตอบยากเลย ถ้าจะไม่ตอบในเชิงนิเสธ
อย่างไรก็ดีความสับสนที่มากกว่านั้นก็จะเกิดขึ้นเมื่อมีคนพยายามเอา Characteristic ของ Postmodern ในอาณาบริเวณหนึ่งไปเข้าใจในอาณาบริเวณหนึ่ง (เช่นเอาลักษณะของ Postmodern ในวรรณกรรม ไปเข้าใจ Postmodern ในทางการเมือง เอา Postmodern ในทางปรัชญา ไปเข้าใจ Postmodern ในทางสถาปัตยกรรม) เพราะ ถึงที่สุดแล้วก็อย่างที่บอกว่ามันพูดได้ยากว่า Postmodern ในแต่ละอาณาบริเวณเหมือนกัน (เพราะ มันไม่เหมือนกันตั้งแต่ Modern แล้ว และ มันก็ไปจาก Modern ของมันได้สารพัดทิศทาง)
สิ่งเหล่านี้ทำให้มันงงไปกันใหญ่ ไปอ่านงานนักวิชาการใหญ่มันก็พูดถึง Postmodern ไปคนละทาง (ไม่เชื่อลองดูครับ มันงงจริงๆ)
แล้วเราจะเชื่อใคร?ผมคิดว่าหน้าที่ของผมคงจะไม่ใช่การชั่งว่าใครเชื่อได้มากกว่ากัน หน้าที่ผมตรงนี้คงจะเป็นการยืนยัน Fact ที่ว่ามันก็ไม่ได้มี ฉันทามติ (Consensus) ว่า Postmodern คืออะไรคิดว่าคงจะสร้างความเข้าใจและไม่เข้าใจเกี่ยวกับ Postmodern ได้มากขึ้นนะครับ
อ้อ สิ่งที่สำคัญมากๆ ก็คือ Postmodernism นั้นเป็น Concept ที่เกิดขึ้นและโตใน อังกฤษและอเมริกานะครับ เป็นประดิษฐกรรมทางวิชาการของวงการวิชาการ Anglo-American ในประเทศอย่างฝรั่งเศส (ที่พวกนี้มองว่าเป็นต้นตอของ Postmodern Philosophy) นั้นไม่มีการใช้คำว่า Postmodern นะครับ (อย่างไรก็ดีคิดว่าหลังๆ มีคนเริ่มบ้าจึ้ใช้ตามแล้ว)อย่างไรก็ดีผมก็คิดว่าการจะได้คำตอบว่าอะไรคือ Postmodern ก็ต้องกำหนดเกณฑ์ในการจัดว่าอะไรเป็น Postmodern มาสักอันก่อน (อย่างที่บอกว่ามันมีหลายเกณฑ์ที่น้ำหนักใกล้เคียงกัน) แบบนั้นน่าจะได้คำตอบแต่นั่นเองนั่นไม่ใช่การตอบว่างานชิ้นหนึ่งๆ เป็นหรือไม่เป็น Postmodern เฉยๆนั้นก็เป็นไปไม่ได้ สิ่งที่ทำได้ก็คือ การบอกว่า งานชิ้นหนึ่งๆ เป็นหรือไม่เป็น Postmodern ในกรอบแบบหนึ่งๆ มากกว่า
ลักษณะเหล่านี้เป็นลักษณะแบบ Particular ซึ่งก็ต่างจากลักษณะที่เป็น Universal อันเป็นลักษณะทั่วๆ ไปของ Modernism (แต่ก็อย่างว่าแหละมัน Abstract เกินกว่าจะกำหนดไปได้)
ตรงนี้จึงต้องกลับมาที่คำถามที่ว่า “Postmodern คืออะไร?”การถามเช่นนั้นมีนัยยะแบบ Universal (หรือเป็นการหาความเป็นสากลของ Postmodernism) ดังนั้นการตอบคำถามดังกล่าวจึงเป็นการดึง Postmodern กลับเข้าไปในความเข้าใจของ Modernคำถามดังกล่าวไม่สามารถตอบได้ในกรอบแบบ Postmodern หรือ อะไรก็ตามที่ต่อต้านลักษณะที่เป็นUniversalนี่เป็นบางเหตุผลที่ทำให้คนหลายๆ คนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็น Postmodern ไม่ยอมตอบคำถามนี้ เพราะ การตอบนั้นก็เท่ากับติดกับดักของ Modernism นั่นเอง
มาต่อด้วยเรื่องเล่าขำๆ ที่อาจทำให้เข้าใจความไม่เข้าใจมากขึ้น (เขียนเรื่องพวกนี้ต้องเขียนด้วยภาษาอย่างนี้ 555)ที่ผมกล่าวมาทั้งหมดนั้นเป็น Postmodern สำหรับในอาณาบริเวณทางวิชาการ ที่ซึ่งความรู้ความเข้าใจในสิ่งต่างๆ เป็นระบบที่สุดสิ่งที่สนุกกว่านั้นคือ เมื่อคำว่า Postmodern นั้นหลุดมานอกวงวิชาการ
เมื่อมันหลุดมาปุ๊ป สิ่งที่ยุ่งเหยิงวุ่นวายอยู่แล้วก็ยิ่งไปกันใหญ่ Postmodern กลายเป็นสิ่งที่ Fashionable ที่จะพูดถึง (จริงๆ ในวงวิชาการก็เป็น แต่มันยังมีคนคุมคุณภาพและความ Precise ในการใช่อยู่)
เมื่อนักวิจารณ์ในหลายๆ แขนงใช้มันก็ยิ่งไปกันใหญ่ ในหลายๆ ครั้งนักวิจารณ์พอเห็นอะไรแปลกๆ หน่อย ก็เรียกแล้วว่า Postmodern (ซึ่งในหลายๆ ครั้งนั้นไม่สามารถอธิบายได้ด้วยซ้ำว่าทำไมมันเป็น - ซึ่งถ้าเป็นในวงวิชาการแล้วการทำอย่างนี้โดนอัดยับแน่) คนอ่านบทวิจารณ์ก็เริ่มปะป้ายว่างานชิ้นนั้นเป็น Postmodern และก็พยายามเข้าใจว่าทำไมมันเป็นโดยพิจารณาลักษณะของงานชิ้นนั้นด้วยตัวเขาเอง สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ มันมีความเข้าใจ Postmodern ในแบบของเขาขึ้นมา และในหลายๆ ครั้งคนเหล่านี้ก็เติบโตไปเป็นนักวิจารณ์และกระบวนการก็ดำเนินไปเรื่อยๆที่ยุ่งอีกก็คือ ในหลายๆ ครั้งไม่เพียงสิ่งที่ดูแปลกๆ จะถูกหาว่าเป็น Postmodern (โดยไม่ต้องอธิบายให้เป็นระบบ) สิ่งที่ธรรมดามากๆ ก็ถูกหาว่าเป็น (จริงๆ ตรรกะทำนองนี้ก็พบได้ในนักทฤษฎีเกี่ยวกับ Postmodern บางส่วน แต่แน่นอนสิ่งเหล่านีก็ไม่ใช่ฉันทามติ และไม่ Apply กับทุกอาณาบริเวณ)จนในที่สุดอะไรๆ ก็กลายเป็น Postmodern ไปหมด


วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

พิพิธภัณฑ์เมฟลานา (Mevlana Museum)

 พิพิธภัณฑ์เมฟลานา (Mevlana Museum) เมืองคอนยา ประเทศตุรกี








เดิมเป็นสถานที่นักบวชในศาสนาอิสลามทำสมาธิ โดยการเดินหมุนเป็นวงกลมขณะฟังเสียงขลุ่ยส่วนหนึ่งของพิพิธภัณฑ์


เป็นสุสานของเมฟานาเจลาเลดดิน อาจารย์ทางปรัชญาประจำราชสำนักแห่งสุลต่านอาเลดิน เคย์โคบาท ภายนอกเป็น
หอทรงกระบอกปลายแหลมสีเขียวสดใส ภายในประดับฝาผนังแบบมุสลิม และยังเป็นสุสานสำหรับผู้ติดตาม สานุศิษย์
บิดา และบุตร ของเมฟลานาด้วย

ส่วนหนึ่งของพิพิธภัณฑ์เป็นสุสานของเมฟานา เจลาเลดดิน ภายนอกเป็นหอทรงกระบอกปลายแหลมสีเขียวสดใส ภายในประดับประดาฝาผนังแบบมุสลิม โดยใช้สีมากมายตระการตา ซึ่งหาชมได้ยาก และยังเป็นสุสานสำหรับผู้ติดตาม สานุศิษย์ บิดา และบุตรของเมฟลานาด้วย
• เมฟลานา เจลาเลดดิน รูมี (Mevlana Celaleddin Rumi) เกิดที่ประเทศอัฟกานิสถาน เมื่อปี ค.ศ. 1207 บิดาเป็นนักปราชญ์ ท่านเดินทางไปทั่ว สุดท้ายจึงมาตั้งรกรากอยู่ตุรกี เมฟลานาได้เข้ารับตำแหน่งอาจารย์ทางปรัชญาประจำราชสำนักแห่งกษัตริย์อาเลดดิน เคย์โคบาท และได้รู้จักกับนักบวชในศาสนาอิสลามคือ เชมซี เทบริซลิ (Schemsi Tebrizli) ทั้ง
สองร่วมกันคิดวิธีทำสมาธิโดยเดินหมุนเป็นวงกลม
• เมฟลานา ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อในวันที่ 17 ธันวาคม ค.ศ.1271 และทุกปีในวันนี้จะมีการเฉลิมฉลองที่สุสานเมฟลานา แนวคิดของเมฟลานานั้น เชื่อมั่นในความอดทน ความรัก การเคารพในเสรีภาพของผู้อื่น และสนับสนุนครอบครัวผัวเดียวเมียเดียว
• พิพิธภัณฑ์ Koyunoglu Muze จัดแสดงวัตถุที่มีคนบริจาคมา อาทิ สัตว์สตัฟฟ์ อาวุธ เครื่องประดับ แก้ว ภาพถ่ายเมืองคอนยา และนาฬิกา
• สุลต่านฮานี (Sultanhani) เป็นที่พักกองคาราวานในอดีต ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านสุลต่านฮานี สร่างโดยสุลต่านอาเลดดิน เคย์โคบาท ราวศตวรรษที่ 13 ประตูทำด้วยหินอ่อนสกัดลวดลายโบราณ ตรงกลางเป็นสุเหร่า ส่วนบริเวณอื่นจัดเป็นครัว ห้องน้ำ และห้องนอน
• ชาทัลเฮอยุก (Catal Hoyuk) ห่างจากเมืองคอนย่าไปทางตะวันออกเฉียงใต้ 50 กิโลเมตร เป็นที่ตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ยุคหิน ที่อาศัยใน 6,800-5,500 ปีก่อนคริสกาล เมื่อปี ค.ศ.1958 นักโบราณคดีชาวอังกฤษได้ค้นพบบ้านที่ทำจากดินเหนียวและของใช้ในบ้าน ตลอดจนรูปปั้นเทพธิดาพุงพลุ้ย
• สุเหร่าอาเลดดิน (Alaaddin Cami หรือ Merkez) เริ่มสร้างโดยสุลต่านเมสุท (Mesut) แล้วเสร็จในสมัยสุลต่านอาเลดดิน เคย์โคบาท หลังคาเป็นไม้ซุงและมีเสารองรับ 42 ต้น ด้านขวาเป็นที่ฝังพระศพสุลต่านแห่งเซลจุก 8 พระองค์ และพระบรมศานุวงศ์


วันพุธที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2554

Ares.... "เทพแห่งการสงคราม"


 Ares  อาเรส หรือ เอรีสหรือที่ชาวโรมันเรียกว่า มาร์ส (Mars) เป็นเทพเจ้าแห่งสงครามและอาวุธและชุดเกราะ 
          อาเรส เป็นเทพแห่งการสงครามเช่นเดียวกับ อธีน่า แต่ทว่าอธีน่าจะได้รับการยกย่องและบูชามากกว่า เนื่องจาก
อธีน่าเป็นเทพีที่ใช้สติปัญญาวางแผนในการสู้รบมากกว่า ซึ่งได้รับการบูชาในฐานะเทพีแห่งสติปัญญาด้วย ผิดกับอาเรสซึ่งมักจะใช้ความดุดันและโหดร้ายในการสงครามมากกว่า ซึ่งโฮเมอร์ กวีเอกคนสำคัญของกรีกโบราณ ยังเคยเขียนถึงพระองค์ว่า เป็นเทพที่โหดร้ายและหยาบช้า

          อาเรสเป็นบุตรของซีอุสมหาเทพและพระนางเฮรา มเหสีของซีอุส อาเรสเป็นเทพที่ชาวกรีกไม่นับถือบูชา เพราะถือว่าเป็นเทพที่โหดร้ายและมีเรื่องราวที่น่าอับอายเกี่ยวกับพระองค์เยอะ และถึงแม้จะเป็นเทพแห่งสงคราม อาเรสก็รบแพ้ในการสงครามหลายต่อหลายครั้ง ทั้งแก่มนุษย์กึ่งเทพเองอย่าง เฮราคลีสและกับอธีน่า เทพีแห่งสงคราม พี่น้องของพระองค์เอง

           แต่อาเรสเป็นที่นับถืออย่างมากของชาวโรมัน ซึ่งเป็นชนเผ่าที่โปรดปรานการสู้รบ ถึงกับแต่งให้อาเรสเป็นบิดาของโรมูลัส (Romulus) ผู้สร้างกรุงโรมเลยทีเดียว

          ในทางด้านชู้สาว พระองค์ลักลอบมีชู้กับเทพีอโฟรไดท์จนเป็นเรื่องราวใหญ่โตให้อับอายไปทั้งสวรรค์ และเป็นอพอลโล เทพแห่งดวงอาทิตย์ที่จับผิดและแก้ไขพฤติกรรมของทั้งคู่

            เมื่อเอเรสเป็นที่เกลียดชังของเทพและมนุษย์ (ชาวกรีก) เช่นนั้นพฤติการณ์ของเธอตอนเป็นชู้กับเทวี อโฟรไดท์จึงเป็นที่ครหารุนแรงและมวลเทพก็คอยจ้องจับผิดก็เพราะความมืดของราตรีกาลเป็นใจ ตราบใดเธอ หลบไปได้ก่อนดวงอาทิตย์ของอพอลโลไขแสง หากยังจับไม่ได้คาหนังคาเขา ตราบนั้นพฤติการณ์ของเธอ ก็ยังคง เป็นความลับ เธอเกรงกลัวอยู่ก็แต่แสงสว่าง ซึ่งเปรียบประดุจนักสืบของเทพอพอลโลเท่านั้น ถ้านักสืบนั้นแฉ พฤติการณ์ของเธอให้ประจักษ์แก่เทพอพอลโลแล้ว เทพอพอลโลก็คงจะนำความไปบอกแก่เทพฮีฟีสทัส ถึงกรณี ที่เธอลักลอบกับเทวีอโฟรไดที่ เธอจึงวางยามไว้คนหนึ่งให้คอยปลุกเมื่อใกล้รุ่ง ผู้ทำหน้าที่นี้คือ หนุ่มน้อยชื่อว่า อเล็กไทรออน (Alectryon)
           ในคราวที่ความจะแตก อเล็กไทรออนหลับยามเพลินไปจนรุ่งเช้าเป็นเหตุให้อพอลโลเห็น   เอเรสกับอโฟรไดที่นิทรา หลับอยู่ด้วยกัน อพอลโลจึงนำความไปบอกแก่เทพฮีฟีสทัส ฮีฟีสทัสสานร่างแหเหล็กเตรียมไว้ก่อนแล้ว พอได้ความดังนั้นก็หอบ ร่างแหไปทอดครอบเอเรสกับอโฟรไดที่ไว้ให้เทพทั้งปวงมาดูและหัวเราะเยาะอย่างครื้นเครง แล้วจึงปล่อยไป ฝ่ายเอเรสได้รับ ความอัปยศอดสูท่ามกลางธารกำนัลยิ่งนัก จึงสาปอเล็กไทรออนให้กลายเป็นไก่ ทำหน้า ที่คอยขันยามในเวลาใกล้รุ่งทุกคืน เป็นการลงโทษในการที่หลับยาม

         อาเรส เมื่อเสด็จไปไหน จะใช้รถศึกเทียมม้าฝีเท้าจัดมากมาย แสงเกราะและแสงศาตราวุธส่องแสงเจิดจ้าบาดตาผู้พบเห็น มีบริวารที่ติดสอยห้อยตามอยู่ 2 คนคือ ดีมอส (Deimos) ซึ่งแปลว่าความกลัว กับ โฟบอส (Phobos) แปลว่าความน่าสยองขวัญ บางตำนานก็กล่าวว่า ทั้งดีมอสและโฟบอสเป็นบุตรชายฝาแฝดของอาเรส และชื่อของทั้งคู่ก็เป็นรากศัพท์ของคำว่า ความตื่นตระหนก (Panic) และ ความกลัว (Phobia) และในทางดาราศาสตร์ อาเรสหรือมาร์ส คือดาวอังคาร ดีมอส และ โฟบอส ก็ถูกตั้งเป็นชื่อของดวงจันทร์บริวารของดางอังคารด้วย